Friday, January 28, 2011
เมื่อคุณเจอคำถามว่า "ผมจะไปรบที่อิรักเอายาไปด้วยได้ไหมครับ"
at
9:16 PM
เมื่อทำการ couseling ไปประมาณ 5-6 case ก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง พอจะพูดคุยคล่องขึ้น แล้วก็เจอคนไข้รายนึง เป็นชายวัยกลางคน เดินเข้ามายกมือไหว้เหมือนๆคนอื่น เราก็ไหว้กลับ ถามชื่อ-นามสกุล เพื่อเช็คความถูกต้องไม่ผิดคน เช็คเสร็จก็เริ่มทำการ counseling
ปอนด์: ทานยาตอนกี่โมงค่ะ
คนไข้: เก้าโมงครึ่ง กับ สามทุ่มครึ่งครับ
ปอนด์: เคยลืมทานยาหรือเลื่อนเวลาบ้างไหมค่ะ
คนไข้: ไม่เคยครับ
ปอนด์: ครั้งที่แล้วหมอเปลี่ยนสูตรยาให้ มีอะไรผิดปกติไหมค่ะ
คนไข้: ไม่มีนะครับ
แล้วคนไข้ก็ถามต่อว่า
คนไข้: พอดีมีคนชวนผมไปรบที่อิรัก ผมเป็นโรคนี้จะไปได้ไหมครับ
ปอนด์: .....อึ้ง.....เอ่อ....(คิดในใจ จะถามคนไข้ว่าเขาต้องเจาะเลือดก่อนไปไหมค่ะ)
เหลือบไปเห็นพี่เภสัชนั่งโต๊ะข้างหน้า ทำหน้าพยักหน้า บอกว่า ได้ๆๆๆๆ
ปอนด์: ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา
คนไข้: ไม่มีปัญหาแน่นะครับ ผมเป็นโรคนี้จะไปได้เหรอครับ เขาไม่ว่าจริงๆนะครับ
เหลือบไปมองพี่เภสัชอีกที พี่ก็พนักหน้าซ้ำๆๆ ได้ๆๆๆ
เหลือบไปมองประวัติคนไข้ "Schizophrenia" แล้วก็ถึงบางอ้อ อ๋ออออ รู้และ รู้ตัวช้าไปไหมเนี่ย
คนไข้ถามต่อ: ผมต้องไปทั้งหกเดือนจะเอายาไปได้เหรอครับ มันเยอะนะ
ปอนด์: ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา (ก็ต้องเออ-ออ กันไป)
หลังจากนั้นก็ counseling ต่อไปไม่มีปัญหา
นิทานชีวิตจริงเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ดูประวัติคนไข้ให้ดีก่อนการ counseling และ คนไข้ schizophrenia ไม่น่ากลัวนะค่ะ เหมือนคนปกติที่เราเจอๆๆกันเลย แถมยังอยากคุยกับเรามากกว่าคนไข้ปกติบางคนอีก จงดูแลเค้าอย่างดีที่สุด เหมือนเช่นคนไข้ทุกคนที่เราดูแลนะคะ
By PungPond...
Labels:
Antipsychotics,
Case,
Case study,
Schizophrenia